คนไทยกับไวน์ เรื่องราวมากมายตั้งแต่ยุค “ออเจ้า”!

ดื่มฉลองให้ตอนจบ! วันนี้ The Bottles ขอพาผู้อ่านทุกท่าน ย้อนเวลาไปสมัยโบราณ ที่ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงไวน์กับคนไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ออเจ้ารู้หรือไม่ ว่าในห้วงเพลาแห่งลำนำตำนานรัก “บุพเพสันนิวาส” ที่จักถึงกาลอวสานในค่ำนี้ เป็นรัชสมัยของสมเด็ชพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเวลาที่มีไวน์ หรือเหล้าองุ่น เข้ามาในราชอาณาจักรอโยธยาเป็นครั้งแรกๆ ดังจะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จดหมายเหตุลาลูแบร์ (Du Royaume de Siam, 1691) บันทึกของราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส

ลาลูแบร์ในละครบุพเพสันนิวาส (ซ้าย) และ ลา ลูแบร์ ราชฑูตแห่งประเจ้าหลุยส์ที่ 14

ลา ลูแบร์ เดินทางกลับมาอโยธยาพร้อมกับ ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) หรือตำแหน่งในขณะนั้นคือ ออกพระวิสุทธสุนธร (ปาน) หนึ่งใน 3 ราชฑูตฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในช่วงขากลับจากการเยือนเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส พร้อมอีกสองราชฑูต คือขุนชำนาญใจจง และขุนศรีวิสารวาจา (หรือพี่ขุนโป๊บของเรานั่นเอง)

 

ภาพวาดแสดงการเข้าเฝ้าของคณะฑูตของพระนารายณ์ เบื้องหน้าพระพักตร์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ตัดกลับมาที่ท่านฑูต ลา ลูแบร์ ที่กลับมาพร้อมคณะฑูตสยาม ได้รับราชการในสยามเป็นเวลาหลายขวบปี ท่านได้จดบันทึกสิ่งต่างๆในสยาม ณ ห้วงเวลานั้นไว้มากมาย วิถีชีวิต ลักษณะของผู้คน รวมถึงการกินดื่มของชาวสยาม โดยเฉพาะเหล่าขุนนางและเจ้านายต่างโปรด ที่จะดื่มด่ำไวน์แบบฝรั่งเศส ควบคู่กับอาหารไทยในท้องถิ่น ซึ่งทั้งสองประเทศมีการเจริญไมตรีถึงขีดสุดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การผสานวัฒนธรรมการกินจึงมิใช่เรื่องแปลก ดังนั้นการ Pairing อาหารไทย กับไวน์ฝรั่งเศส ความจริงแล้วเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 400 ปีก่อนเชียวนะครับท่านผู้ชม!

หน้าหนึ่งในจดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ที่บันทึกวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยอยุธยาได้อย่างชัดเจนครบถ้วน

หลังจากท่าน ออกพระโกษา (ปาน) และขุนชำนาญใจจง ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการฑูตครั้งแรกกับฝรั่งเศส พร้อมพาท่านฑูตลา ลู แบร์ กลับมาสยามแล้ว ทั้งสองท่านก็ได้รับภารกิจใหม่ จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในแคมเปญการฑูตครั้งใหญ่กับชาวยุโรปรอบสอง! ในครั้งนี้ท่านโกษาปาน มีเป้าหมายไปเยือนประเทศฝรั่งมังค่าคู่ค้าที่ซี้ปึ้กที่สุดประเทศหนึ่ง ของอโยธยา นั่นคือราชอาณาจักรโปรตุเกสเจ้าเก่า ที่ไปมาหาสู่กับบ้านเราตลอดมาในอดีต

ท่านโกษาปานตัวจริง (ขวา) กับท่านโกษาปาน บุพเพสันนิวาส (ซ้าย) ที่รับบทโดย ชาติชาย งามสรรพ์ หล่อกินกันไม่ลงทีเดียว

ครานั้นเรือแตก ระเบิดตูมตามโครมครามสนั่นหวั่นไหว สำเภาไทยแตกเป็นเสี่ยง ลูกเรือและคณะฑูตตะเกียกตะกายสาละวนอลหม่าน

คณะฑูตของสยามแล่นเรือใบ อ้อมทวีปแอฟริกาใต้เพื่อมุ่งไปยังทวีปยุโรป แต่ยังมิทันถึงทวีปยุโรป ความโกลาหลอลหม่านก็มาเยือน ขณะที่แล่นเรือไปใกล้แหลมกู๊ดโฮป (Good Hope) ที่อยู่ปลายทวีปแอฟริกาใต้ เรือของคณะฑูตพลันอัปปางลง ด้วยชนโขดหินใต้น้ำ ดินปืนและปืนใหญ่ในท้องเรือเกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว เรือสำเภาขนาดใหญ่แตกเป็นเสี่ยงและจมลงสู่มหาสมุทรพร้อมกับภารกิจทางการฑูต ลูกเรือและผู้โดยสารต่างตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดว่ายน้ำหนีขึ้นฝั่ง

แหลม Good Hope ใต้สุดทวีปแอฟริกาใต้ เส้นทางเดินเรือโบราณที่คั่นกลางระหว่างยุโรป กับเอเซีย

ทว่าหนึ่งในราชฑูตคนสำคัญ คือขุนชำนาญใจจงและผู้ติดตาม กลับว่ายน้ำวกกลับไปหาเรือที่กำลังล่ม เพื่อกอบกู้สิ่งที่มีค่า หนึ่งในนั้นก็คือไวน์นั่นเอง และในที่สุดคณะฑูตชุดดังกล่าว ก็กลับรอดชีวิตในที่สุด และกลับมาบอกเล่าเรื่องราวให้แก่ผู้คนรุ่นหลังสืบต่อมา นับจากที่พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์เจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก ชาวไทยจึงได้รู้จักไวน์ตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ล้ำหน้าประเทศต่างๆทั้งมวลในเอเซียเลยทีเดียวครับ

พระเพทราชา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ผู้ตัดสัมพันธ์ขั้นเด็ดขาดกับชาวยุโรป

ใดใด ในโลกล้วน อนิจจัง เมื่อสิ้นแผ่นดินทองของสมเด็จพระนารายณ์ไปได้ไม่นาน พระเพทราชา อดีตขุนนาง ได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ปกครองอยุธยา สถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง และมีนโยบายต่อต้านและขับไล่ต่างชาติในแบบสุดลิ่มทิ่มประตู และบรรดานักการฑูตสำคัญที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกนักผจญภัยผู้มีอิทธิพลสำคัญแห่งสยาม (หรือท่านฟอลคอนสุดหล่อ แห่งบุพเพฯ แสดงโดยหลุยส์ สก็อต ที่สาวกรี๊ดไม่แพ้พี่ขุนโป๊บ) รวมถึงท่านออกญาโกษาธิบดี (โกษาปาน) ต่างมีจุดจบที่น่าอนาถล้วนถูกนำตัวมาสำเร็จโทษประหารให้ตายตกไปตามกัน

คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ชาวกรีกนักผจญภัย ซึ่งกลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในราชสำนักไทย

จากหลายร้อยปีสู่ปัจจุบัน ชาวไทยกลับมาตื่นตัวมากขึ้นในเครื่องดื่มมหัศจรรย์ชนิดนี้ จากสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช (รัชกาลที่ 5) ก็เริ่มมีความต้องการผลิตไวน์ในราชอาณาจักรไทย และเริ่มผลิตอย่างจริงจังในสมัยถัดมา คือเจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฤาไชย หนึ่งในผู้รับพระราชทานพันธุ์องุ่นไวน์ จากรัชกาลที่ 7 มาทดลองปลูกสำเร็จเป็นคนแรกๆ ต่อมา หลวงสมานวนกิจ ได้นำองุ่นไวน์จากแคลิฟอร์เนียร์มาปลูกเพิ่ม ประเทศไทยจึงเป็นทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคไวน์ที่สำคัญ ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในอนาคตต้องจับตาดูถึงอนาคตของตลาดไวน์ในไทย และในอาเซียน อย่างใกล้ชิด